วัดเพชรสุวรรณ

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คาวตองแม็กซ์


สมุนไพรคาวตองแม็กซ์
สูตรเดิม เข้มข้น มาตรฐาน คุณภาพคงที่ จากเจัาของอนุสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต
จากผู้ที่ทำการวิจัยและควบคุมการผลิต โดยผู้จัดจำหน่ายอย่างถูกต้อง
ผู้ที่ควรบริโภค สมุนไพรคาวตอง กลุ่มอาการของโรค และลักษณะของโรคต่างๆ
1. โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด และ หัวใจ   ความดันโลหิตสูง และ หลอดเลือดตีบตัน
2. โรคมะเร็ง   มะเร็งเต้านม-มะเร็งปากมดลูก-มะเร็งปอด   มะเร็งลำไส้
3. โรคระบบภูมิคุ้มกัน-โรคหอบหืด   ภูมิแพ้ ไซนัส ไทรอยด์ เอสแอลอี
4. กลุ่มอาการทางประสาทและทางสมอง ไมเกรน  เส้นเอ็นยืด ชาตามแขนขา อัมพฤกษ์
5. โรคทางเดินอาหาร   ท้องผูก อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร   กระเพาะอาหารอักเสบ
6. โรคอ้วน   อ้วน ไขมันในเลือด เบาหวาน
7. อาการเกี่ยวกับกระดูกกล้ามเนื้อ   เก๊าท์ กระดูก ข้อต่อ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
8. กลุ่มอาการทางผิวหนัง   เชื้อราที่หนังศีรษะ สะเก็ดเงิน โรคผิวหนัง
  ผู้บริโภค สมุนไพรคาวตอง ยืนยันว่าสุขภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากผลงานวิจัย จากคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการทำ  clinical  trail
ผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ  ที่โรงพยาบาลจังหวัดลำพูน
ในโครงการจำนวน 650  คน ผลของผู้ที่เข้าร่วมโครงการมีสุขภาพที่ดีขึ้น 87.8%
ส่วนจำนวนที่เหลือไม่สามารถติดตามผลได้เนื่องจากอยู่ต่างถิ่น
ข้อมูลอ้างอิง : จากหนังสือสมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง  สถาบันวิจั ยสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์   กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2547
คุณประโยชน์จากสมุนไพรคาวตอง ขับและล้างสารพิษ หรือสารอนุมูลอิสระ
หรือสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการ ขับล้างสารพิษออกมาทางปัสสาวะ  ทางการขับถ่าย
ซึ่งจะมีอาการเหมือนท้องเสีย หรือขับออกมาทางผิวหนัง เช่น อาจจะมีผดผื่นคัน หรืออาจจะมีอาการปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ ร่างกายจะทำการผลิตเซลล์ใหม่ และจะกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาว เมื่อสารพิษถูกขับออกจากร่างกายจะทำให้สุขภาพดีขึ้นโดยจะมองเห็นได้จากภายนอก ดื่มป้องกัน ไข้หวัด2009 ได้
วิธีดื่ม ครั้งละ 5-10 ซีซี ตอนเช้า ก่อนอาหาร   และก่อนนอน ตามด้วยน้ำอุ่นครึ่งแก้ว  ห้ามแช่ตู้เย็น
สายด่วน สอบถามขอ้มูล สั่งสินค้า 
ขอรายละเอียดได้ที่ 
อ.สุพจน์ 081-5238996
,ป้าบัวแดง 081-7628718

คาวตองแม็กซ์ ผักคาวตอง chinese lizard tail


Houttuynia cordata
Scientific classification
Kingdom:Plantae
(unranked):Angiosperms
(unranked):Magnoliids
Order:Piperales
Family:Saururaceae
Genus:Houttuynia
Thunb.
Species:H. cordata
Binomial name
Houttuynia cordata
Thunb.

Houttuynia cordata
From Wikipedia, the free encyclopedia
outtuynia cordata (simplified Chinese: 鱼腥草;
traditional Chinese: 魚腥草; pinyin: yúxīng cǎo;
literally "fishy-smell herb"; Japanese: Dokudami 蕺草,
literally "poison blocking plant";
Vietnamese: giấp cá; pak kao tong (ຜັກຄາວທອງ) in Lao; Korean: 약모밀.
 In English, it is known as lizard tail,
 chameleon plant, heartleaf, fishwort and bishop's weed.
[1] It is one of two species in the genus Houttuynia,
 is a flowering plant native to Japan, Korea,
southern China and Southeast Asia,
 where it grows in moist, shady places.
Growth [edit]
Houttuynia cordata is a herbaceous perennial plant growing to between 20 and 80 cm.
The proximal part of the stem is trailing and produces adventitious roots,
 while the distal part of the stem grows vertically. The leaves are alternate,
broadly heart-shaped, 4–9 cm long and 3–8 cm broad. Flowers,
 growing usually in Summer, are greenish-yellow,
 borne on a terminal spike 2–3 cm long with 4-6 large white basal bracts.
Cultivation
The plant grows well in moist to wet soil and even slightly submerged in water
in partial or full sun. Plants can become invasive in gardens
 and difficult to eradicate. Propagation is via division.
In temperate gardens, it is usually in one of its cultivated forms,
 including: Chameleon (synonymous with H.c. 'Court Jester', H.c. 'Tricolour',
 H.c. 'Variegata') this variety is slightly less vigorous than the species
and has leaves broadly edged in yellow and flecked with red;
 Flore Pleno has masses of white bracts and the vigour of the parent species.
Usage [edit]

Culinary use
Grown as a leaf vegetable, particularly in Vietnam,
 where it is called giấp cá or diếp cá and is used as a fresh herbal garnish.
The leaf has an unusual taste that is often described as fishy (earning it the nickname "fish mint"),
so it is not enjoyed as universally as basil, mint, or other more commonly used herbs.
In North-Eastern India particularly Meghalaya,
it is locally known as "Ja mardoh" and used in salads or cooked with other vegetables.
In the southwestern Chinese provinces of Yunnan, Guizhou, and Sichuan,
 roots are used as a root vegetable. English names include heartleaf, lizardtail, and fishwort.
Traditional use [edit]
Houttuynia cordata is also used in used in folk medicine for diuresis and detoxification and herbal medicine for its antiviral, antibacterial and antileukemic activities.[2][not in citation given] Recently it has been suggested that it might have anti-obesity properties.[3] Houttuynia cordata was used by Chinese scientists to tackle SARS as it is conventionally used to treat pneumonia.[4]
H. cordata injection, a traditional Chinese medicine, is often used to relieve abnormal lung symptoms, infectious disease, refractory hemoptysis and malignant pleural effusion in China.[citation needed] H. cordata injection has a direct inhibitory activity against Pseudorabies herpes virus in vitro.[5]
It is used in traditional Chinese medicine and can (in injection form) cause severe allergic reactions.[6]
In Japan, the beverage dokudami cha (Japanese: ドクダミ茶; literally "Houttuynia cordata tea") is made from the dried leaves, widely used as a general detox for ridding the body from harmful bacteria.

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556



7 โรคร้ายภัยใกล้ตัวที่ควรพึงระวัง 
                    โรคภัยไข้เจ็บ ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ว่าใครก็ไม่อาจหลีกหนีความเจ็บป่วยได้
อยู่ที่ว่าจะป่วยมากหรือน้อย ส่วนจะป่วยช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาตนเอง บทความนี้ได้ทำการรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่าง ๆ
ที่อยู่ใกล้ตัวเรา หรือที่บุคคลส่วนใหญ่มักเจ็บป่วยกันมาก เพื่อนำมาเป็นเกร็ดความรู้ และใช้เป็นข้อมูลเพื่อหาวิธีป้องกัน ลด หรือ บรรเทาอาการเจ็บปวดของโรคร้ายเหล่านั้นต่อไป
1. โรคเบาหวาน
 หมายถึง ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างหรือใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย โดยปกติ อินซูลินมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานของร่างกาย สาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานนั้นยังไม่แน่ชัด อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ พันธุ์กรรมและแบบแผนในการดำเนินชีวิต ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อาจเสี่ยงต่อการเกิด โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ตาบอด หรือมีการทำลายของเส้นประสาท
 อาการ
          ปัสสาวะจะบ่อยมากขึ้น ถ้าระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า 180 มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อย เนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงรู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลด เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ จึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา ผู้ป่วยจะกินเก่ง หิวเก่ง แต่น้ำหนักจะลด อาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน เห็นภาพไม่ชัด ชา ไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขน ขา อาเจียน ฯลฯ
  สาเหตุ
          ยังไม่ทราบแน่นอน แต่องค์ประกอบสำคัญที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคนี้ ได้แก่ กรรมพันธุ์ ความอ้วน และขาดการออกกำลังกาย หากบุคคลใดมีปัจจัยเสี่ยงมาก ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานได้สูง ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคเบาหวานได้สูง
  คำแนะนำ
 รับประทานอาหารให้ถูกต้องตามที่กำหนดให้ และรู้จักใช้อาหารที่สามารถทดแทนกันได้
ใช้อินซูลิน หรือยาเม็ดให้ถูกต้องตามเวลา
ระวังรักษาสุขภาพ อย่าให้ตรากตรำจนเกินไป
รักษาร่างกายให้สะอาด และระวังอย่าให้เกิดบาดแผล
หมั่นตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ
ออกกำลังกายแต่พอควร และสม่ำเสมอ
ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย ใจหวิวสั่น เหงื่อออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ตามัว ให้รับประทานน้ำหวาน หรือน้ำตาลทันที ทั้งนี้เนื่องจากรับประทานอาหารไม่เพียงพอกับยา แต่ถ้าได้รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป และได้อินซูลิน หรือ ยาน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการง่วง ผิวหนังผ่าวร้อน คลื่นไส้ หายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้ ถ้าทิ้งไว้อาจทำให้ไม่รู้สึกตัว ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรมีบัตรบ่งชี้ว่าเป็นเบาหวาน และกำลังรักษาด้วยยาชนิดใดติดตัวอยู่เสมอ และ ควรมีขนมติดตัวไว้ด้วย
อย่าปล่อยให้อ้วน เพราะ 80% ของผู้ป่วยโรคนี้ เกิดจากการอ้วนมาก่อน
อย่าวิตกกังวล หรือเครียดมากจนเกินไป
เบาหวานเป็นกรรมพันธุ์ได้ หากสงสัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ควรได้รับการตรวจเลือดจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ต้องระมัดระวัง เมื่ออายุ 40 ปี ควรตรวจเลือดดูเบาหวานทุกปี เพราะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่าย
 2. โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ หรือ โรคแพ้ (Allergy) หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการไวผิดปกติ สิ่งที่สามารถก่อให้เกิดภูมิแพ้ (Allergy) ซึ่งธรรมชาติสารเหล่านี้อาจไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป โรคภูมิแพ้เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 - 15 ปี มักจะพบว่าเป็นบ่อยกว่าช่วงอายุอื่น  เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โรคแสดงออกหลังจากได้รับสิ่งกระตุ้นมานานเพียงพอ อย่างไรก็ตามบางคนอาจเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้ โรคภูมิแพ้นั้นไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุ์กรรมจากรุ่นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ มาสู่ลูกหลานได้ และอาจพบว่าในครอบครัวนั้นสามารถมีสมาชิกป่วยเป็นโคภูมิแพ้ได้หลายคน ตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) หรือสิ่งกระตุ้น ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง ทางตา หู จมูก หรือ โดยการฉีด หรือ ถูกกัดต่อยผ่านทางผิวหนัง ตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มีอยู่รอบตัว สามารถกระตุ้นอวัยวะต่างๆ จนก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น
 ทางลมหายใจ ถ้าสิ่งกระตุ้นผ่านเข้ามาทางลมหายใจ ตั้งแต่รูจมูกลงไปยังปอด ก็จะทำให้เป็นหวัด คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไอมีเสมหะ เสียงแหบแห้ง และลงไปยังหลอดลม ทำให้หลอดลมตีบตัน เป็นหอบหืด
ทางผิวหนัง ถ้าสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางผิวหนังจะทำให้เกิดผื่นคัน น้ำเหลืองจะเสีย
ทางอาหาร ถ้าสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางอาหาร จะทำให้ท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด เสียไข่ขาวในเลือด อาจทำให้เกิดอาการทางระบบอื่น ๆ ได้ เช่น ลมพิษ หน้าตาบวม
ทางตา ถ้าสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางตา จะทำให้เกิดอาการแสบตา คันตา หนังตาบวม น้ำตาไหล
        สารก่อภูแพฝุ่นบ้าน ตัวไรฝุ่นบ้าน มักปะปนอยู่ในฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 มม. มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเชื้อรา มักปะปนอยู่ในบรรยากาศตามห้องที่มีลักษณะอับชื้น
อาหารบางประเภท อาหารบางอย่างจะเป็นตัวการของโรคภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา อาหารอีกจำพวกที่พบบ่อย คือ แมงดาทะเล ปลาหมึก อาจทำให้เกิดลมพิษ ผื่นคันได้บ่อย ๆ  เด็กบางคนอาจแพ้ไข่แมงดาทะเลอย่างรุนแรง ซึ่งอาจทำให้มีอาการบวมตามตัว หายใจไม่ออก เป็นต้น อาหารประเภทหมักดอง เช่น ผัดกาดดอง เต้าเจี้ยว น้ำปลา เป็นต้น เด็กบางคนอาจแพ้เห็ด ซึ่งจัดว่าเป็นราขนาดใหญ่ เด็กบางคนแพ้ไข่ขาว อาจทำให้เกิดผื่นคันบนใบหน้าได้ บางคนอาจแพ้ผลไม้จำพวกมีรสเปรี้ยวจัด กลิ่นฉุนจัด เช่น ทุเรียน ลำใย สตอเบอรี กล้วยหอม และอื่น ๆ
ยาแก้อักเสบ ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย ๆ นั้น ได้แก่ยาปฏิชีวนะ พวกเพนนิซลิน เตตราไวคลิน นอกจากนั้นยังมีพวกซัลฟา ยาลดไข้แก้ปวด พวกแอสไพริน ไตรโพโรน ยาระงับปวดข้อ ปวดกระดูก อาจทำให้เกิดลมพิษ ผื่นคันตามผิวหน้า พวกเซรุ่ม หรือวัคซีนป้องกันโรคโดยเฉพาะ วัคซีนสกัดจากเลือดม้า เช่น เซรุ่มต้านพิษงู แพ้พิษสุนัขบ้า เป็นต้น
แมลงต่าง ๆ แมลงที่มักอาศัยอยู่ภายในบ้าน เช่น แมลงสาบ แมงมุม มด ยุง ปลวก และ แมลงที่อาศัยอยู่นอกบ้าน เช่น ผึ้ง แตน ต่อ มด นานาชนิด เป็นต้น
เกสรดอกไม้ ดอกไม้ ดอกข้าว วัชพืช สิ่งเหล่านี้ มักปลิวอยู่ในอากาศ ตามกระแสลม ซึ่งสามารถพัดลอยไปได้ไกล ๆ หรืออาจเป็นลักษณะขุย ๆ ติดตามมุ้งลวด หน้าต่าง
        การตรวจหาสาเหตุของโรค
การสอบประวัติและวิเคราะห์โรค
แพทย์จะทำการสอบถามประวัติ และอาการของโรคพร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เช่น บ้าน รถยนต์ โรงเรียน สัตว์เลี้ยง งานอดิเรก เพื่อเป็นแนวทางที่จะทราบว่าผู้ป่วยมีอาการ ณ สถานที่ใดได้บ้าง
 ทดสอบทางผิวหนัง
แพทย์จะใช้วิธีทดสอบทางผิวหนัง (Skin Test) ซึ่งวิธีนี้จะนำเอาน้ำสกัดของสารก่อภูมิแพ้ทางอ้อม โดยนำน้ำสกัดของสารก่อภูมิแพ้มาหยอดลงบนผิวหนังบริเวณท้องแขน ซึ่งทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ น้ำสกัดนั้นทำมาจากสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ๆ เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น เชื้อราในบรรยากาศ แมลงต่าง ๆ ในบ้าน เช่น แมลงสาบ ยุง เกสรดอกไม้ และอื่น ๆ  เมื่อหยอดน้ำสกัดบนท้องแขน แล้วใช้ปลายเข็มที่สะอาดกดลงบนผิวหนังเพื่อให้น้ำยาซึมซับลงไป แล้วทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ตุ่มใดที่ผู้ป่วยแพ้ ก็จะเป็นรอยนูน คล้ายรอยยุงกัด แพทย์จะทำการวัดรอยนูนและรอยแดงของแต่ละตุ่มที่ปรากฎ ซึ่งทำให้ทราบได้ทันทีว่าเจ้าตัวเล็กแพ้สารใดบ้าง ตุ่มใดที่ไม่แพ้ก็จะไม่มีรอยนูนแดง สำหรับวิธีทดสอบทางผิวหนังทำได้ตั้งแต่เจ้าตัวเล็กอายุได้ไม่กี่เดือนไปจนถึงเป็นผู้ใหญ่
หมายเหตุ ก่อนที่ผู้ป่วยจะทำการทดสอบ ต้องหยุดรับประทานยาแก้แพ้จำพวกยาต้านฮิสตามีนก่อนการทดสอบอย่างน้อย 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นฤทธิ์ยาแก้แพ้จะไปบดบัง ทำให้ หาสาเหตุของโรคภูมิแพ้ไม่พบ
   วิธีการรักษา
          โรคภูมิแพ้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกระบบของร่างกาย บางคนอาจมีอาการภูมิแพ้ในระบบใดระบบหนึ่งหรือหลายระบบ โรคภูมิแพ้นั้นเป็นโรคที่สามารถพิสูจน์หาสาเหตุของโรค และสามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยบางคนเริ่มจากอาการแพ้อากาศเรื้อรัง เยื่อจมูกอักเสบ เมื่อไม่ได้ใส่ใจรักษา ต่อมาอาจกลายเป็นโรคหอบหืด โรคผื่นคันตามผิวหนัง เช่น เป็นลมพิษ ปวดศีรษะเรื้อรัง โรคอ่อนเพลียต่าง ๆ เป็นต้น บางคนเชื่อว่าถ้าเด็กเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เล็ก ๆ  พอโตขึ้นอาจจะหายไปเองได้ ไม่จำเป็นต้องรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะโรคนี้อาจทำให้พวกเค้าต้องเจริญเติบโตได้ช้า การปรับตัวเข้ากับสังคมเพื่อน ๆ และสภาพแวดล้อมได้ไม่ดี เกิดปมด้อย เจ้าตัวเล็กอาจขาดความมั่นใจ ส่วนเด็กที่แพ้อากาศ ถ้าไม่รักษาต่อมาก็อาจกลายเป็นโรคหอบหืด ที่มีอาการของโรครุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากสงสัยว่า เจ้าตัวเล็กของคุณนั้นเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ คุณควรที่จะนำไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาว่าแพ้อะไรบ้าง การดูแลในเบื้องต้นก็ทำได้โดยการพยายามหลีกเลี่ยงสารที่แพ้ ซึ่งจะทำให้อาการของโรคนั้นลดลง หรือหมดไปได้ ปัจจุบันยารักษาโรคภูมิแพ้ที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยนั้นมีหลายประเภท ทั้งยารับประทาน ยาสูดเข้าหลอดลม ยาพ่นจมูก ยาหยอดตา และยาทาผิวหนัง
 หาต้นเหตุและหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้
วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ทีดีที่สุด คือ การค้นหาสาเหตุของการแพ้นั้นให้พบ เช่น การสอบถามประวัติและอาการของโรค พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เช่น บ้าน รถยนต์ โรงเรียน สัตว์เลี้ยง งานอดิเรก ตรวจร่างกายและทดสอบทางผิวหนัง เมื่อทราบว่าแพ้สารใดแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสารที่ให้เกิดภูมิแพ้ที่ถูกต้องและอาการของโรคภูมิแพ้ก็จะทุเลา ในทางปฏิบัตินั้นการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นทำได้ยาก เพราะชีวิตประจำวันนั้นต้องเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้กระจายอยู่รอบ ๆ ตัว เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น เชื้อรา และอื่น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้การรักษาอาการของโรคอันเป็นปัญหาเฉพาะหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นและได้มักจะได้ผลดี แพทย์อาจให้รับประทานยาแพ้แพ้ แก้หอบ แก้ไอร่วมด้วย เป็นต้น
ฉีดวัคซีนให้ร่างกายเกิดภูมิต้านทาน
มีวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้อีกประการหนึ่งที่เป็นการรักษาที่ได้ผลดีพอสมควร ได้แก่ การหาสาเหตุของโรคภูมิแพ้ให้พบ แล้วนำสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจพบนี้มาผลิตวัคซีนให้ผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานที่แพ้ (อิมมูโนบำบัด) คือ รักษาให้ร่างกายเกิดภูมิต้านทานสารที่แพ้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การรักษาเพื่อลดภูมิไว คือ ให้ร่างกายลดความไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรค
 3. โรคเกาต์
  เป็นโรคทางกรรมพันธ์ ที่มีอาการปวดข้อเรื้อรัง พบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9 - 10 เท่า ส่วนมากจะพบในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ขึ้นไป ส่วนในผู้หญิงจะพบน้อย ถ้าจะพบก็เป็นหญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
  อาการ
          มีอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ข้อจะบวม และเจ็บมากจนเดินไม่ได้ ผิวหนังบริเวณนั้นจะตึง ร้อน และ แดง จากนั้นจะลอกและคัน มักมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังตอนดื่มเหล้าและเบียร์ (ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง) ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาในระยะแรก อาจกำเริบทุก 1 - 2 ปี โดยจะเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ทุก 4 - 6 เดือน แล้วเป็นทุก 2 - 3 เดือน จนในที่สุดเป็นทุกเดือน หรือเดือนละหลาย ๆ ครั้ง และระยะการปวดก็จะนานขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็น 7 - 14 วัน จนกระทั่งหลายสัปดาห์ หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2 - 3 ข้อ เช่น ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า ข้วมือ นิ้วเท้า ฯลฯ จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อ ในระยะหลัง เมื่อข้ออักเสบหลายข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตุมีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อย ๆ เช่น ข้อนิ้วเท้า ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หู เรียกว่า ตุ่มโทฟัส (tophus/tophi) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริก ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ  จนบางครั้งแตกออกมีสารขาว ๆ คล้ายชอล์กหรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า ในที่สุดข้อต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ พิการใช้งานไม่ได้ในที่สุด
  สาเหตุ
          เกิดจาดความผิดปกติทางพันธุ์กรรม ทำให้มีกรดยูริกคั่งค้างอยู่ในร่างกายมากผิดปกติ ซึ่งจะตกผลึกอยู่ตามข้อ ผิวหนัง ไต และอวัยวะอื่น ๆ  ทำให้เกิดอาการปวดบวม แดง ร้อน และอาจมีสาเหตุจากร่างกายมีการสลายตัวของเซลล์มากเกินไป เช่น โรคทาลัสซีเมีย มะเร็งในเม็ดเลือดขาว การใช้ยารักษามะเร็ง หรือฉายรังสี เป็นต้น อาจเกิดจากไตขับกรดยูริกได้น้อยลง เช่น ภาวะไตวาย ตะกั่วเป็นพิษ ผลจากการใช้ยาไทอาไซด์ เป็นต้น
   คำแนะนำ
 ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ จะช่วยป้องกันการสะสมของผลึกกรดยูริก ซึ่งอาจทำให้ให้เกิดนิ่วในไต
 ควรทานผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่ขาดเนื่องจากการงดทานเนื้อสัตว์
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
งดอาหารที่มีสารพิวรินสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ น้ำซุปเนื้อสัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลาซาร์ดีน กะปิ ซึ่งจะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น
ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ควรงดเครื่องดื่มพวกโกโก้ ชอกโกแลต ควรทานนมพร่องมันเนย
ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการรักษาโรคนี้ เช่น แอสไพริน หรือยาขับปัสสาวะ ไทอาไซด์ อาททำไห้ร่างกายขับกรดยูริกได้น้อยลง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
 4. โรคไมเกรน
  เป็นโรคที่เกิดจากการบีบตัว และคลายตัวของหลอดเลือดในสมองมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรง และรวดเร็ว พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัว หรือเห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย พบมากในช่วงอายุ 10 - 30 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงมักเป็นมากกว่าผู้ชาย
 อาการ
ปวดศีรษะครึ่งซีก อาจเป็นบริเวณขมับหรือท้ายทอยแต่บางครั้งก็อาจเป็นสองข้างพร้อมกันหรือสลับข้างกันได้
ลักษณะการปวดศีรษะส่วนมากมักจะปวดตุ๊บ ๆ นาน ๆ ครั้งหนึ่งเกิน 20 นาที ผู้ป่วยบางรายอาจมีปวดตื้อ ๆ สลับกับปวดตุ๊บ ๆ ในสมองก็ได้
อาการปวดศีรษะมักเป็นรุนแรง และส่วนมากจะคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอ โดยอาจเป็นขณะปวดศีรษะก่อนหรือหลังปวดศีรษะก็ได้อาการนำจะเป็นอาการทางสายตา โดยจะมีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะราว 10 - 20 นาที เช่น เห็นแสงเป็นเส้น ๆ ระยิบระยับ แสงจ้าสะท้อน หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวก่อนปวด
       สาเหตุ
   1. สาเหตุที่อยู่ภายนอกร่างกาย เช่น พันธุ์กรรม ความเครียด สาเหตุเหล่านี้ไม่สามารถจะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้
      2. สาเหตุที่อยู่ภายนอกร่างกาย ซึ่งสามารถจะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดโรคขึ้น ได้แก่
          2.1 การนอนไม่พอ การอดนอน
          2.2 การตรากตรำทำงานมากเกินไป ทำให้ต้องอดอาหารบางมื้อ
          2.3 รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ อาการปวดศีรษะไมเกรนจะเป็นได้ง่ายขึ้น
          2.4 การตื่นเต้นมาก ๆ โดยเฉพาะในเด็กที่ไปงานเลี้ยง
          2.5 การเล่นกีฬาที่หักโหมจนเหนื่อยอ่อน แต่ถ้าเล่นกีฬาเบา ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัย
          2.6 การมองแสงที่มีความสว่างจ้ามาก ๆ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ที่รุนแรง แสงที่กระพริบมาก ๆ เช่น ไฟนีออน หรือ แสงระยิบระยับในดิสโก้เทค
          2.7 เสียงดัง
          2.8 กลิ่นน้ำหอมบางชนิด กลิ่นซิการ์ กลิ่นสารเคมีบางอย่าง กลิ่นท่อไอเสียรถยนต์
          2.9 อาหารบางชนิด
   คำแนะนำ
  ในระหว่างที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ควรจะนอนพักผ่อนในห้องที่เงียบ รับประทานยาแก้ปวดธรรมดา ถ้ามียานอนหลับก็รับประทานให้หลับ หรือกดเส้นเลือดที่กำลังเต้นอยู่ที่ศีรษะ ก็จะช่วยลดอาการปวดได้ หรืออาจจะใช้น้ำแข็งประคบ
 5. โรคไต
  หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่มีความผิดปกติหรือที่เรียกว่า 'พยาธิสภาพ' เกิดที่บริเวณไต ที่พบมาก ได้แก่ โรคไตวายฉับพลันจากเหตุต่างๆ โรคไตวายเรื้อรังเกิดตามหลังโรคเบาหวาน โรคตับอักเสบ หรือโรคความดันโลหิตสูง โรคไตอักเสบเนโฟรติก โรคไตอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันสับสน (โรค S.L.E.) โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคถุงน้ำที่ไต (Polycystic Kidney Disease)
   อาการ
 ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต (แต่ก็อาจไม่ใช่ก็ได้) โดยจะปัสสาวะออกมาเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ เป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือเป็นสีเหลืองเข็มก็ได้
ปัสสาวะจะเป็นฟองมาก เพราะมี albumin หรือ โปรตีนออกมามาก ซึ่งจะทำให้ปัสสาวะมีฟองขาวๆ เหมือนฟองสบู่ การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆ กัน เป็นข้อสัณนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต
ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมีเม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว (มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่น พวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่น การถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ ล้วนเป็นอาการผิกปกติ
ของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก และท่อทางเดินปัสสาวะ การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไต และทางเดินปัสสาวะ
การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็นโรคไตถุงน้ำอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต
การปวกหลัง ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่น และปวดหลังบริเวณไต คือ บริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย
อาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมาอาการบวมทั่วตัว อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบบ่อย โรตไตอักเสบชนิด เนฟโฟรติคซินโดรม (Nephrotic Syndrome)
ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉนั้นความดันโลหิตสูงอาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมาก ๆ ความดันโลหิตก็จะสูงได้
ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไตก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal failure) เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอิริโธรโปอิติน (Erythopoietin) เพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดู ทำให้ซีดหรือโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ  อย่างไรก็ตามควรต้องไปพบแพทย์ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็ซเรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนว่าเป็นโรคไตหรือไม่
        สาเหตุ
 เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital) เช่น มีไตข้างเดียว หรือมีไตขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น
เกิดจาดการอักเสบ (Inflammation) เช่น โรคของกลุ่มเลือดฝอยของไตอักเสบ (glomenrulonephritis)
เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ เช่น กรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อโรค) เป็นต้น
เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่น จากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น
เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด
        คำแนะนำ
 กินอาหารโปรตีนต่ำหรืออาหารโปรตีนต่ำมากร่วมกับกรดอะมีโนจำเป็น โดยกินอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งหมายถึงโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ทุกชนิดจำนวน 0.6 กรัม ของโปรตีน / น้ำหนักตัว 1 กก. / วัน โดยไม่ต้องให้กรดอะมีโนจำเป็นหรือกรดคิโต (Keto Acid) เสริม เพราะอาหารโปรตีนในขนาดดังกล่าวข้างต้นจะให้กรดอมิโนจำเป็นในปริมาณทีพอเพียงกับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยซึ่งมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 50 - 60 กก. ควรกินอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูงประมาณ 30 - 60 กรัม / วัน อาจจำกัดอาหารโปรตีนเพื่อชะลอการเสื่อมหน้าที่ของไตได้อีกวิธีหนึ่ง โดยให้ผู้ป่วยกินอาหารโปรตีนต่ำมาก (0.4 กรัม / น้ำหนัตัว 1 กก. /วัน) ร่วมกับกรดอมีโนจำเป็น หรืออนุพันธ์คีโต (Keto Anolog) ของกรดอมีโนจำเป็น ในกรณีผู้ป่วยมีน้ำหนักเฉลี่ย 50 - 60 กก. ควรกิรโปรตีนประมาณ 20 - 25 กรัม / วัน เสริมด้วยกรดอมีโนจำเป็น หรืออนุพันธ์คิโตของกรดอมีโนจำเป็น 10 - 12 กรัม / วัน
กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ควรควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารแต่ละวันไม่ให้เกิน 300 มก. / วัน ด้วยการจำกัดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาก เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ทุกชนิด และนม เป็นต้น
งดกินอาหารที่มีฟอสเฟสสูง ฟอสเฟสมักพบในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม และเมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น ถั่วลิสง เม็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดอัลมอนต์ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว พบว่าอาหารที่มีฟอสเฟสสูง จะเร่งการเสื่อมของโรคไตวายเรื้อรังให้รุนแรงมากขึ้น และมีความรุนแรงของการมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะมากขึ้น นอกเหนือจากผลเสียต่อระบบกระดูกดังกล่าวข้างต้น
ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ไม่มีอาการบวม การกินเกลือในปริมาณไม่มากนัก โดยไม่ต้องถึงกับงดโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ควรกินเกลือเพื่อการปรุงรสเพิ่ม ผู้ป่วยที่มีอาการบวมร่วมด้วย ควรจำกัดปริมาณเกลือที่กินต่อวันให้น้อยกว่า 3 กรัมของของน้ำหนักเกลือแกง (เกลือโซเดียมคลอไรด์) / วัน ซึ่งทำได้โดยกินอาหารที่มีรสจืด งดอาหารที่มีปริมาณเกลือมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ทำเค็ม หรือหวานเค็ม ปลาแห้ง กุ้งแห้ง รวมถึงหมูแฮม หมูเบคอน ไส้กรอก ปลาริวกิว หมูสวรรค์ หมูหยอง หมูแผ่น ปลาส้ม ปลาเจ่า เต้าเจี้ยว งดอาหารบรรจุกระป๋อง เช่น ปลากระกระป๋อง เนื้อกระป๋อง
ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีน้ำหนักเกินน้ำหนักจริงที่ควรเป็น (Ideal Weight Height) ในคนปกติ ควรจำกัดปริมาณแคลอรีให้เพียงพอในแต่ละวันเท่านั้น คือ ประมาณ 30 - 35 กิโลแคลอรี /น้ำหนักตัว 1 กก./วัน
 6. โรคสมองเสื่อม (DEMENTIA)
   โรคสมองเสื่อม (DEMENTIA) เป็นคำที่เรียกใช้กลุ่มอาการต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลง อาการที่พบได้บ่อย คือ ในด้านที่เกี่ยวกับความจำ การใช้ความคิด และการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิดภาพร่วมด้วยได้ เช่น หงุดหงิดง่าย เฉื่อยชา หรือเมินเฉย เป็นต้น การเสื่อมของสมองนี้ จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านอาชีพการงาน และชีวิตส่วนตัว
   โรคสมองเสื่อมไม่ใช่ภาวะปกติของคนที่มีอายุ ในบางครั้งเวลาที่เรามีอายุมากขึ้นเราอาจมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้บ้าง แต่อาการหลงลืมในโรคสมองเสื่อมนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ อาการหลงลืมจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะจำเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่เพียงแต่จำรายละเอียดของเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เท่านั้น คนที่เป็นโรคสมองเสื่อมจะจำเรื่องราวที่พึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลย รวมทั้งสิ่งที่ตัวเองกระทำเองลงไปด้วย และถ้าเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ คนผู้นั้นอาจจำไม่ได้ว่าใส่เสื้ออย่างไร อาบน้ำอย่างไร หรือแม้กระทั่งไม่สามารถพูดได้เป็นประโยค
  อะไรคือสาเหตุของโรคสมองเสื่อม
          อาการต่าง ๆ ของโรคสมองเสื่อม เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) นั้นเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคสมอง
เสื่อม ส่วนโรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดในสมอง (Vascular dementia) นั้น เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยรองลงมา นอกจากนี้สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดสมองเสื่อมที่พบได้ คือ โรค Parkinson, Frontal Lobe Dementia, จาก alcohol และจาก AIDS เป็นต้น

  ใครจะป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมได้บ้าง
          โรคสมองเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย แต่จะพบได้น้อยมากในคนที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะพบในคนสูงอายุ แต่พึงตระหนักไว้ว่า โรคสมองเสื่อมนั้นไม่ใช่สภาวะปกติของผู้ที่มีอายุมาก เพียงแต่เมื่ออายุมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น โดยคร่าว ๆ นั้นประมาณ 1 ใน 1000 ของคนที่อายุน้อยกว่า 65 ปี จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ ประมาณ 1 ใน 70 ของคนที่อายุระหว่าง 65 - 70 ปี 1 ใน 25 ของคนที่มีอายุระหว่าง 70 - 80 ปี และ 1 ใน 5 ของคนที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมนีได้ โดยประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้นมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์ ( Alzheimer's Disease )
   ความสำคัญในการตรวจร่างกาย
          เนื่องจากสาเหตุของโรคสมองเสื่อมนั้น มีมากมายหลายสาเหตุ ดังนั้นการพบแพทย์เพื่อรับการปรึกษา และตรวจร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้ทราบว่า เราป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมหรือไม่แล้ว ยังทำให้พอทราบได้ว่า สาเหตุนั้นมาจากอะไร ซึ่งจะมีผลต่อแนวทางการรักษาต่อไป
 7. มะเร็ง
   คือกลุ่มโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือ สารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการเจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดในอวัยวะใด ก็จะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น
  โรคมะเร็งที่พบมากที่สุด 10 อันดับแรก (ผู้หญิง)
มะเร็งปากมดลูก  5,462  ราย
มะเร็งเต้านม  4,223  ราย
มะเร็งตับ  3,679  ราย
มะเร็งปอด  2,608  ราย
มะเร็งลำไส้ใหญ่  1,789  ราย
มะเร็งรังไข่  1,252  ราย
มะเร็งช่องปาก  953  ราย
มะเร็งต่อมไธรอนด์  885  ราย
มะเร็งกระเพาะอาหาร  723  ราย
มะเร็งคอมดลูก  703  ราย
      สาเหตุ  สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ที่สำคัญ คือ
 เกิดจากสิ่งแวดล้อม หรือภายนอกร่างกาย ซึ่งปัจจุบันเชื่อกันว่า มะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุนี้ ได้แก่ สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร และเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจากเชื้อราที่มีชื่อว่าอัลฟาทอกซิน (Alfatoxin) สารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดคาร์บอน (Hydrocarbon) สารเคมีที่ใช้ในขบวนการถนอมอาหาร ชื่อไนโตรซามิน (Nitosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า รังสีเอ็กซเรย์ อุลตราไวโอเลตจากแสงแดด เชื้อไวรัส ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา การติดเฃื้อพยาธิใบไม้ในตับจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา เป็นต้น
เกิดจากความผิดปกติในร่างกาย ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย เช่น เด็กที่มีความพิการมาแต่กำเนิด มีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น การมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และ ภาวะทุพโภชนาการ เช่น การขาดไวตามินบางชนิด เช่น ไวตามินเอ ไวตามินซี เป็นต้น
 จะเห็นว่ามะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มะเร็งน่าจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ (Hill R P,Tannock If,1978) ถ้าประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง และสารช่วย หรือให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเหล่านั้น เช่น งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีควันบุหรี่ เป็นต้น
  สำหรับสาเหตุภายในร่างกายนั้น การป้องกันคงไม่ได้ผล แต่ทำให้ทราบว่าตนเองจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง หรือมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ดังนั้น ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้เรื่องมะเร็งต่อไป กรณีที่เป็นมะเร็ง ได้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะมีการตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี
 อาการ

 ไม่มีอาการใดเลยในช่วงแรกขณะที่ร่างกายมีเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนน้อย

มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 8 ประการ ที่เป็นสัญญาณเตือน ว่าควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาค้นหาโรคมะเร็ง หรือสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดสัญญาณเหล่านี้ เพื่อการรักษาและแก้ไขทางการแพทย์ที่ถูกต้อง ก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือมะเร็งระยะลุกลาม

มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่น และไม่แจ่มใส

มีอาการที่บ่งบอกว่ามะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม หรือเป็นมาก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และมีการกระจายของโรคที่ส่วนใดของร่างกายที่สำคัญที่สุดของอาการในกลุ่มนี้ ได้แก่ อาการเจ็บ ปวด ที่แสนทุกข์ทรมาน

    คำแนะนำ

 รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอดโคลี่ ฯลฯ

รับประทานอาหารที่มีกากมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่น ๆ

รับประทานอาหารที่มีเบต้า-แคโรทีน และไวตามินเอสูง ๆ เช่น ผัก ผลไม้สีเขียว-เหลือง

รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่าง ๆ

ควบคุมน้ำหนักตัวเอง

ไม่รับประทานอาหารที่มีราขึ้น

ลดอาหารประเภทไขมัน

ลดอาหารดองเค็ม อาหารปิ้ง-ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรท-ไนไตรท์

ไม่รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม ฯลฯ

หยุดหรือลดการสูบบุหรี่

ลดการดื่มแอลกอฮอล์

อย่าตากแดดจัดมากเกินไป จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง

     อาการ
 ไม่มีอาการใดเลยในช่วงแรกขณะที่ร่างกายมีเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนน้อย
มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 8 ประการ ที่เป็นสัญญาณเตือน ว่าควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาค้นหาโรคมะเร็ง หรือสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดสัญญาณเหล่านี้ เพื่อการรักษาและแก้ไขทางการแพทย์ที่ถูกต้อง ก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือมะเร็งระยะลุกลาม
มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่น และไม่แจ่มใส
มีอาการที่บ่งบอกว่ามะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม หรือเป็นมาก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และมีการ
กระจายของโรคที่ส่วนใดของร่างกายที่สำคัญที่สุดของอาการในกลุ่มนี้ ได้แก่ อาการเจ็บ ปวด ที่แสนทุกข์ทรมาน
    คำแนะนำ
 รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอดโคลี่ ฯลฯ
รับประทานอาหารที่มีกากมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่น ๆ
รับประทานอาหารที่มีเบต้า-แคโรทีน และไวตามินเอสูง ๆ เช่น ผัก ผลไม้สีเขียว-เหลือง
รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่าง ๆ
ควบคุมน้ำหนักตัวเอง
ไม่รับประทานอาหารที่มีราขึ้น
ลดอาหารประเภทไขมัน
ลดอาหารดองเค็ม อาหารปิ้ง-ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรท-ไนไตรท์
ไม่รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม ฯลฯ
หยุดหรือลดการสูบบุหรี่
ลดการดื่มแอลกอฮอล์
อย่าตากแดดจัดมากเกินไป จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง